เป้าประสงค์ที่ 12.4: พ.ศ. 2573 ลดของเสียจากอาหารที่ถูกทิ้งของโลกต่อหัวประชากรลงครึ่งหนึ่ง ในระดับค้าปลีกและผู้บริโภคและลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทานรวมทั้งการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว

         

Target 12.4 Picture          สำหรับเป้าประสงค์ที่ 12.4 เป็นเป้าประสงค์ที่ว่าด้วยเรื่องบรรลุการจัดการสารเคมีและของเสียทุกชนิดในวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งวงจรชีวิตของสิ่งเหล่านั้น ตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตกลงกันแล้ว และลดการปล่อยสิ่งเหล่านั้นออกสู่อากาศ น้ำ และดินอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อที่จะลดผลกระทบทางลบที่จะมีต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด ภายในปี 2563 โดยเป้าประสงค์ที่ 12.4 ประกอบด้วยตัวชี้วัด 2 ตัว คือ

          

          ตัวชี้วัดที่ 12.4.1 จำนวนภาคีที่ทำข้อตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมในเรื่องสารเคมีที่เป็นอันตรายและสารเคมีอื่นๆ และของเสียที่ตอบสนองต่อพันธะสัญญา และหน้าที่ในการส่งสารสนเทศตามที่กำหนดไว้ในสัญญาที่เกี่ยวข้อง จากการสืบค้นข้อมูลที่กล่าวเบื้องต้นพบว่าอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับตัวชี้วัด 12.4.1 (ว่าด้วย จำนวนภาคีที่ทำข้อตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมในเรื่องสารเคมีที่เป็นอันตรายและสารเคมีอื่นๆ และของเสียที่ตอบสนองต่อพันธะสัญญา และหน้าที่ในการส่งสารสนเทศตามที่กำหนดไว้ในสัญญาที่เกี่ยวข้อง)

          ในขณะนี้มีอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องคือ อนุสัญญาบาเซล ซึ่งเป็นอนุสัญญาที่ว่าด้วยการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด (Basel Convention on the Control of Trans boundary Movements of Hazardous Waste and their Disposal : BASEL) ตั้งขึ้นเพื่อคุ้มครองสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากของเสียอันตรายและการป้องกันอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศกำลังพัฒนา วัตถุประสงค์มี 3 ประการ คือ


         • เพื่อลดปริมาณการเคลื่อนย้ายของเสียข้ามแดนลงให้เหลือน้อยที่สุด

         • เพื่อกำจัดของเสียอันตรายที่แหล่งกำเนิดให้ได้มากที่สุด

         • เพื่อลดการก่อกำเนิดของเสียอันตรายทั้งในเชิงปริมาณ และความเป็นพิษ

 

         หลักการสำคัญของอนุสัญญาในการที่จะดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งสามข้อนี้ประกอบด้วยมาตรการหลักสองส่วน คือ มาตรการด้านกฎหมายที่เป็นสากลในการใช้ควบคุมการเคลื่อนย้ายของเสีย และมาตรการในการสร้างเครื่องมือหรือกลไกที่เป็นสากลขึ้นมาจัดการของเสียอันตราย [1]

 

          ปัจจุบันประเทศไทยลงนามการรับรองเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2533 และอนุสัญญามีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 หลังจากนั้นในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 ประเทศไทยจึงให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีที่ทำข้อตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมในเรื่องสารเคมีที่เป็นอันตรายและสารเคมีอื่นๆ และของเสียที่ตอบสนองต่อพันธะสัญญา และหน้าที่ในการส่งสารสนเทศตามที่กำหนดไว้ในสัญญาที่เกี่ยวข้อง โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบ ได้แก่ กรมคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานเลขานุการอนุสัญญา (Secretariat of the Basel Convention) ภายใต้ United Nations Environment Programme (UNEP) [1] ดังนั้น หากพิจารณาตัวชี้วัดนี้ถือว่าประเทศไทยเป็นไปตามตัวชี้วัด และมีการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

 

          ตัวชี้วัดที่ 12.4.2 การบำบัดของเสีย การเกิดขึ้นของขยะอันตราย การจัดการกับขยะอันตราย การจำแนกตามรูปแบบการบำบัด จากการสืบค้นข้อมูลพบว่าจากรายงานสถานการณ์การปริมาณขยะทั่วประเทศในปี 2556 พบว่ามีปริมาณ 26.77 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีพ.ศ. 2555 ถึง 2 ล้านตัน ในจำนวนนี้มีการเก็บขน และกำจัดแบบถูกต้อง 7.2 ล้านตัน และมีการกำจัดแบบไม่ถูกต้อง 6.9 ล้านตัน นอกจากนั้นพบว่าปริมาณขยะที่ไม่ได้รับการเก็บขนส่งผลให้เกิดขยะตกค้างในพื้นที่ประมาณ 7.6 ล้านตัน ในจำนวนนี้มีปริมาณขยะที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่เพียง 5.1 ล้านตัน [2] และจากข้อมูลการสำรวจปริมาณ และประเภทของขยะในปี 2556 สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทได้แก่

 

  • ขยะมูลฝอยชุมชนปริมาณ 26.8 ล้านตัน โดยมีอัตราส่วนการกำจัดอย่างไม่ถูกวิธี และกำจัดอย่างถูกวิธีคิดเป็นร้อยละ 54 และ 27 ตามลำดับ สำหรับการนำขยะไปใช้ประโยชน์มีอัตราส่วนร้อยละ 19 นอกจากนี้มีปริมาณของขยะมูลฝอยตกค้างสะสม 19.9 ล้านตัน
  • ของเสียอันตรายจากชุมขน 0.56 ล้านตัน โดยแบ่งออกเป็นซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
  • ร้อยละ 65 และขยะชนิดอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 35 ซึ่งส่วนใหญ่ทิ้งปนไปกับขยะทั่วไป และขายร้านรับซื้อของเก่า
  • กากอุตสาหกรรมที่เป็นอันตราย 3 ล้านตัน
  • มูลฝอยติดเชื้อ คือ มูลฝอยที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ในปริมาณหรือมีความเข้มข้นซึ่งถ้ามีการสัมผัสใกล้ชิดกับมูลฝอยนั้นแล้วสามารถทำให้เกิดโรคได้ เช่น ถุงมือแพทย์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ จำพวกเข็ม มีด หลอด ผ้าก๊อต สำลี ท่อ สไลด์กระจก เป็นต้น และมูลฝอยทุกชนิดที่ออกจากห้องรักษาผู้ป่วยติดเชื้อร้ายแรงมีปริมาณ 50,500 ล้านตัน โดยร้อยละ 75 มีการจัดการที่ถูกวิธีซึ่งมาจากสถานบริการการสาธารณสุขขนาดใหญ่ ได้แก่ โรงพยาบาลของรัฐและเอกชน อีกร้อยละ 25 ซึ่งมาจากสถานบริการการสาธารณสุขขนาดเล็ก ได้แก่คลินิก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลหรือสถานีอนามัย และสถานพยาบาลสัตว์ [3] ดังนั้น หากพิจารณาตัวชี้วัดนี้ถือว่าประเทศไทยมีการบำบัดของเสีย การจัดการกับขยะอันตรายที่เกิดขึ้น และมีการจำแนกตามรูปแบบการบำบัด

 

เอกสารอ้างอิง:


[1] http://www.tei.or.th/meap/MEA_BASEL.htm
[2] ปิยชาติ ศิลปสุวรรณ. 2557. ขยะมูลฝอยชุมชน ปัญหาใหญ่ที่ประเทศกำลังเผชิญ. บทความวิชาการ สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ปีที่ 4 ฉบับที่ 7.
[3] กรมควบคุมมลพิษ. 2557. สถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2556. ข่าวสารสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. 19 มีนาคม 2557.

 

ppt12 4

 

  ดาวน์โหลดเอกสาร

 

จัดทำโดย:
ห้องปฏิบัติการการประเมินวัฏจักรชีวิต
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ